LIFE AND LOVE WITH THE WORLD'S WORST DOG

 

 

 

ตอนอ่านหนังสือเรื่องนี้จบ 

หนังสือเล่มนี้น่ารักมั่กมากกก อ่านไปขำไป แต่แอบน้ำตาซึมค่ะ

หมาอะไรแสบได้ขนาดนี้! ไฮเปอร์ได้อีก! ขนาดว่าไม่ได้เป็นคนที่เลี้ยงหมาหรือรักหมามากนะคะ อ่านแล้วยังรู้สึกว่า น่ารัก น่าหมั่นเขี้ยว (อยากกัดซักที) แต่เรื่องราวก็ไม่ได้มีแค่วีรกรรมของเจ้ามาเลย์เท่านั้น ยังแฝงไปด้วยบรรยากาศอบอุ่น ความรักความผูกพันธ์ ที่พวกเขามีให้แก่กันอีกด้วย..

ประทับใจค่ะ

เป็นเรื่องจริงของผู้แต่ง จอห์น โกรแกรน เจ้าของน้องหมาลาบาดอร์แสบ มาเลย์ ซึ่งเจ้าของ จอห์น โกรแกรน โดย Owen  และภรรยา ลี้ยงมาเลย์ไว้เป็นเหมือนลูก แต่มาเลย์ก็ไม่ได้เป็นลูก ที่กินง่าย ถ่ายคล่องแล้วหลับปุ๋ย เพราะมาเลย์ทั้งแสบ ร่าเริงสุดteen ตลกได้อีก สร้างความโกลาหลได้วายปวงเลยค่ะ

หลังจากเจ้าลาบราดอร์ตัวแสบ มาเลย์ ปรากฎตัวในภาพยนตร์และเข้าฉายในช่วงคริสมาสต์ที่อเมริกาปีที่ผ่านมาื พร้อมขึ้นติดอันดับใน Box Officeไปตามคาด ( ข้อมูลจาก www.boxofficemojo.com)

ตอนนี้มีโปรแกรมเข้าฉายในเมืองไทย วันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้ แล้วค่าาา เย้!! ดีใจได้ดูแล้วววว

ในเวอร์ชั่นภาพยนตร์ นำแสดงโดย คุณ Owen Wilson (เป็นคุณจอห์น โกรแกรน) และ คุณ Jennefer Aniston (ภรรยา)

อย่าลืมไปดูกันนะคะ รักหมา ไม่รักหมา ก็ไปดูกัน

แล้วทุกคนจะต้องตกหลุมรักเจ้าหมาแสบ ตัวนี้ค่ะ

 

รูปตัวอย่างจากภาพยนตร์ค่ะ (จาก www.nangDee.com ขอบคุณค่ะ)

โอ๊ยย น่ารักมากๆ เลย อยากดูแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หรืออยากอ่านเวอร์ชั่นหนังสือก็หาซื้อกันได้ค่าที่ www.blisspublishing.co.th โทร:02-669-9900

ลองอ่านเวอร์ชั่นหนังสือกันก่อนก็ได้คะ จอมป่วนหน้าซื่อ Marley & Me

 

 

 

    

 

 

 

 

 

  

 

 

คลื่นถี่ความเหงา โอตสึ อิจิ ราคาปก 150 บาท

(ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่นะคะ www.blisspublishing.co.th)

      หลังจากทางสำนักพิมพ์แปลผลงานของโอตสึ อิจิ ออกมา 5เล่ม จนทำให้นักอ่านต้องติดใจกับเสน่ห์ในการเล่าเรื่องราวจากปลายปากกาของเขา และสร้างความกระเหี่ยนกระหือรือ อึดอัดอยากอ่านเรื่องใหม่ ๆ ของเขามาตลอด

มาแล้วคะ คลื่่นถี่ความเหงา รวมเรื่องสั้น 4 เรื่อง ที่จะให้ทุกคนได้สัมผัสความมหัศจรรย์แห่งโชคชะตา

สัญญาณจากอนาคต

พวกนายสองคนจะได้แต่งงานกัน...

คำทำนายสมัยประถมจากเพื่อนจอมแสบซึ่งอ้างว่าตัวเองหยั่งรู้อนาคตได้

ทำให้ผมกับกับชิมิสึมองหน้ากันไม่ค่อยติด ในที่สุดเราแยกย้ายกันไป

ผมกลายเป็นคนไร้จุดหมาย ทว่าในใจยังมีเรื่องเธอฝังลึก

จนเมื่อรู้ตัวว่าชีวิตตกต่ำถึงขีดสุด ผมตัดสินใจไปหาเธอ

โดยไม่นึกเลยว่าจะพบเรื่องเหนือคาด...

หัวขโมยกับอุบัติเหตุประสานมือ

ผม คิดจะขโมยเงินจากห้องพักในโรงแรม

จึงเจาะรูผนังห้อง หวังหยิบเงินจากกระเป๋าถือจากอีกฝากผนัง

ทว่าขณะล้วงแขนควานหาของ สิ่งที่ฉวยได้กลับกลายเป็นข้อมือบอบบางของหยิงสาว

ในที่สุด ผม ได้รุ้ว่าสัมผัสของคนที่ไม่เห็นแม้กระทั่งใบหน้า

สามารถสร้างไออุ่นในหัวใจโดยไม่รู้ตัว

เด็กสาวบนแผ่นฟิล์ม

ฉันเป็นคนขี้ขลาดไม่กล้าตัดสินใจเองสักเรื่อง

ทว่าวันหนึ่งชวิตแนกลับต้องพลิกผัน เพราะบังเอิญได้พบฟิล์มต้องห้าม

ถ่ายติดภาพเด็กสาวปริศนาซึ่งยืนหันหลังในอุโมงค์มืดมิด

ฉันแทบไม่เชื่อสายตา เมื่อพบว่าเธอค่อย ๆ ผินหน้ามาทุกครั้งที่ฉายฟิล์มดู..

ทิวทัศน์ที่สาบสูญ

หลังประสบอุบัติเหตุ ร่างกายผมแปรสภาพเป็นหุ่นไร้ความรู้สึก

มีเพียงสัมผัสรับรู้บนแขนขวาเป็นชี่องทางเดียวให้สื่อสารกับภรรยา

เธอพรมนิ้วบรรเลงเพลงไร้เสียง ถ่ายทอดความรู้สึกซึ่งผมไม่เคยตั้งใจฟัง

และเมื่อความทุกข์ในใจเธอดังก้อง ผมจึงตัดสินใจปลดปล่อยเธอด้วยการ...

 

หลังจากได้มีโอกาสอ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว โอตสึ อิจิ ไม่ทำให้ผิดหวังเลยคะ

เหมือนการรอคอยอันยาวนานได้ถูกเติมเต็ม...

เต็มอิ่มไปด้วยบรรยากาศของความเหงา แต่ในขณะเดียวกันก็เปี่ยมด้วยเสน่ห์

โอตสึ สร้างเรื่องราวของความเหงาได้น่าหลงใหลเหมือนเคย 

เรียบง่าย น่าติดตาม และเต็มไปด้วยความรู้สึก...

 

บางครั้ง "ความเหงา" ก็ไม่ได้เศร้าสร้อยเสมอไป

 

 

 

      

   เมื่อวานซืน ได้อ่านบทความในนิตยสาร Bioscope ฉบับเดือน มกราคม 2552 ในคอลัมน์ This is Life เรียนรู้จิตวิทยามนุษย์ผ่านหนัง โดย คุณเปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์

       บทความได้พูดมุมมองความรักผ่านภาพยนตร์เรื่อง Be with You ภาพยนตร์โรแมนติก - แฟนตาซีที่สร้างจากนวนิยายขายดี เรื่อง แล้วฉันจะกลับมา (Ima ai ni yukimutsu) ซึ่งผู้เขียนบทความ (คุณเปรมปพัทธ)ได้ร่วมบรรยายหลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้ อันเป็นเรื่องหนึ่งในโปรแกรม “Psychi Film 2008 – Path of Life” จากงานจุฬาวิชาการ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

      ซึ่งหลังจากอ่านบทความนี้จบค่ะ เหมือนได้อ่านรีวิวภาพยนตร์พร้อมกับเรียนรู้จิตวิทยาแบบสบาย  ๆ ไม่หนักอึ้ง(เหมือนตอนเลคเชอร์ในคลาส) พร้อมกันไปด้วย และที่น่าสนใจจากบทความนี้คะ ผู้เขียนยังได้สะท้อนมุมมองของความรักที่น่าสนใจและลึกซึ้งมากอีกมุมหนึง จึงอยากเอามาร่วมแชร์ให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันค่ะ

 

Be with You รักคือความงดงาม และ...ไม่มีวันตาย

      ในงานจุฬาฯวิชากรที่เพิ่งผ่านมาหมาด ๆ ผมได้รับเกียรติจากชาวคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้บรรยายหลังร่วมชมภาพยนตร์เรื่อง Be with You อันเป็นอีกหนึ่งโปรแกรม “Psychi Film 2008 – Path of Life”  บรรยากาศของงานคึกคัก ครึกครื้นซ้ำยังได้ความรู้และความเห็นที่ดี ๆ มีประโยชน์จากผู้นำการเสวนา คือ คุณหมอ ผศ.นพ.สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย อย่างเต็มอิ่มขอขอบคุณคุณหมอและชาวตณะแพทย์ศาสตร์ฯทุกท่าน ณที่นี้ด้วยนะครับ

      Be with You คือนิยายขายดีจากปลายปากกาของ ทากุจิ อิชิกาวะ นักเขียนผู้ถนัดแนวรัก-แฟนตาซีที่เหมือนต้องชะตากับ โนบุฮิโระ โดอิ ผู้กำกับหนังโรแมนติก (เจ้าของผลงาน Nada Sou Sou) การจับคู่ของพวกเขาจึงกลายมาเป็นหนังซึ้ง เศร้า อบอุ่นและกรุ่นด้วยไอรักที่คงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของหลาย ๆ คน

ณ บ้านหลังน้อยในชนบท สองพ่อลูกนั่งหกินข้าวด้วยกันเงียบ ๆ เหมือนเช่นทุกวัน...

พ่อ (ทากุมิ วัย 30 เศษ): อ้าว อิ่มแล้วหรอลูก พ่อทำอาหารห่วยแตกมากเลยเนอะ

ลูก (ยูจิ วัยราว 8 ขวบ ): ไม่หรอกพ่อ พอดีผมไม่ค่อยหิวน่ะ

พ่อ (สีหน้าสลด) : ยูจิ... พ่อต้องขอโทษด้วยนะ

      สองพ่อลูกช่างเอื้ออาทรต่อกันทั้งทีท่าวาจา พวกเขาประคับประคองจิตใจซึ่งกันและกันหลังจากต้องปวดร้าวใจแทบสลายเมื่อ มิโอะ ภรรยาของทากุมิและแม่ของยูจิ ตายจากไป

      แต่แล้ว คงด้วยตุ๊กตาไล่ฝนที่ลูกหมั่นแขวนกลับหัว ด้วยจิตอธิษฐานของสองพ่อลูก (“แม่ไปอยู่ในพิภพดารา พอครบ 1 ปีในหน้าฝน แม่จะกลับมา”) และด้วยคำมั่นสัญญาที่มิโอะเคยให้... เมื่อฝนแรกของฤดูโปรยปรายมิโอะก็กลับมาจริงๆ!

      เธอกลับมาเพื่อให้สามีได้สารภาพความรู้สึกผิดที่เก็บมาเนิ่นนาน... “ผมเสียใจ ผมขอโทษที่ผมมันอ่อนแอ ไม่มีปัญญาพาคุณไปเที่ยวที่ไหนๆ เหมือนคู่รักอื่น ๆ เขา”

      เธอกลับมาเพื่อที่เธอเองจะได้บอกความรู้สึกที่แท้จริงเช่นกัน... “นั่นไม่ใช่สาระอะไรเลยทากุมิ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ฉันรักคุณ” (จุดอ่อนหนึ่งของคู่สมรสก็คือ ต่างคิดว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจความรู้สึกเราได้เองโดยไม่ต้องเอ่ยปาก)

       และเธอกลับมาเพื่อจะคลายทุกข์ที่ลูกชายตัวน้อยต้องแบกไว้ในใจตั้งแต่เล็กหลังจากได้ยินญาติปากมอมนินทา “เฮ้อ ไม่น่ามียูจิเล้ย ก่อนคลอดมิโอะก็ยังแข็งแรงดีอยู่แท้ ๆ”

ยูจิ : แม่ครับ เป็นเพราะผมใช่มั้ยที่ทำให้แม่ต้องจากพวกเราไป

มิโอะ : ไม่จริงจ้ะ มันไม่จริง... ยูจิจำไว้นะ เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้พ่อกับแม่รักกันก็เพราะเราอยากให้ลูกเกิดมา

ความหมกมุ่นคิดถึงแต่คนรักและความรู้สึกผิดที่สองพ่อลูกแบกอยู่เมบ่านั้นแท้แล้วคืออีกขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการเศร้าดสกอันเกิดจากการสูญเสีย (Normal Grief) ซึ่งประกอบด้วยความรู้สึก ช็อค-ชา  โกรธ-ไม่ยอรับความจริง เศร้าโศก-หมกมุ่น รู้สึกผิด-โทษตัวเอง จนถึงขั้นต้องยอมรับความจริง ปลงได้-จิตใจเริ่มสงบลง แต่ยังระลึกถึงความดีงามของผู้ที่จากไปอย่างไม่มีวันลืม

การฟื้นคืนชีวิตของผู้เป็นที่รัก คือความปราถนาของคนมากมายบนโลก แม้นั่นเป็นเพียงแฟนตาซีที่ซุกซ่อนอยู่ในใจทุกคน (Magic thinking) แต่มันมักจะผุดขึ้นมาเสมอในยามที่เราท้อแท้ ปวดร้าวหรือหาทางออกใด ๆ มาได้

เด็ก 4-6 ขวบและแรกรุ่น วัย 12-16 ปี คือวัยที่มักใช้ความคิดเชิง Magic Thinking บ่อยกว่าช่วงอื่น ๆ หรือแม้แต่ในวัยใดก็ตามก็ทีโอกาสจะเกิดความรู้สึกติดค้างอยู่ในพัฒนาการวัยเด็กเล็ก ในขั้น Primary Process ที่ยังมีความเชื่อว่า ความต้องการทุกอย่างของตนจะต้องสมปรารถนาเสมอ อันเป็นแฟนตาซีเพ้อฝันประสาเด็ก ๆ และก็เชื่อด้วยว่า ทุกสิ่งในโลก (เช่น ของเล่น) ล้วนมีชีวิตจิตใจเช่นเดียวกับตัวเอง เด็กจะค่อย ๆ พัฒนาการใช้ความคิด ความเข้าใจและใช้เหตุผลได้ดีขึ้นตามวันเวลา ที่เขาเติบโตขึ้น แต่ก็ยังมีที่เหลือคงค้างในจิตไร้สำนึกบ้างมากน้อยบ้าง แตกต่างกันไปในผู้ใหญ่แต่ละคน ซึ่งโดยมากจะออกมาในรูปของความเชื่อที่แฝงด้วยความกลัว เช่นเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ ไสยศาสตร์ อันสะท้อนให้เห็นที่ซุกซ่อนอยุ่ในจิตส่วนลึก ได้แก่ ความกลัว ความรู้สึกผิด และการต้องการความมั่นคงปลอดภัย

ดังเช่นที่ โบวล์บี้ (Bowlby) จิตแพทย์ชาวอังกฤษกล่าวว่า ไมนุษย์เรานั้นไม่ว่าชาติพันธุ์ใด โดยส่วนลึกล้วนเชื่อว่ามีชีวิตหลังความตาย เพื่อที่วันหนึ่งจะได้ไปอยู่กับคนที่ตนรักอีกครั้ง นั่นคือที่มาของทฤษฎีความผูกพัน (Attachment Theory) ที่ไม่ได้เกิดจากความต้องการทางชีวภาพ แต่เกิดจากการโหยหายความรัก การดูแลปกป้องและการต้องการความปลอดภัย”

เพราะเหตุว่า เด็กวัยแบเบาะ (7-8 เดือน) เริ่มรับรู้ได้แล้วถึงการแยกจากและภาวะโดดเดี่ยวไม่ปลอดภัย นั่นทำให้เขาร้องไห้จ้าด้วยความตกใจทุกครั้งที่ลืมตาตื่นแล้วไม่พบแม่ พอถึงวัยขวบครึ่งเขาก็เริ่มเรียนรู้ถึงความทรมานใจยามที่ต้องห่างจากแม่ เด็กบางคนรู้สึกคิดถึงแม่จนแทบสิ้นใจเลยที่เดียว แม้ในเวลาต่อมาเขาเริ่มเห็นว่า พ่อหรือแม่ไม่ได้ทอดทิ้ง แค่จากไปไม่นานเดี๋ยวก็กลับมา แต่หากวันใดวันหนึ่งเมื่อเขารู้อย่างแน่ชัดแล้วว่า คนที่ตนแสนรักนั้นจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ความกลัว ความวิตกกังวล ความโหยหาเศร้าโศกก็จะถูกปลุกเร้าขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง... ซึ่งก็คงต้องอาศัยเวลาเป็นสิ่งเยียวยาในการปรับตัว ปรับใจ กว่าจะผ่อนคลายลงและเข้มแข็งขึ้นโดยทั่วไป (Normal Grief) จะกินเวลาราว 6 เดือนขึ้นไป เว้นในรายผิดปกติที่นานแค่ไหนก้ยังระทมทุก๘ไม่จางคลาย (Pathology Grief) ควรได้รับการปรึกษาและเยียวยาจากจิตแพทย์

แม้ Be with You จะเป็นภาพยนตร์แนวรัก - แฟนตาซี  แต่เมื่อพิจรณาดูก็พบว่า นี่คือหนังที่นำเสนอเรื่องราวความรักความเข้าใจอย่างสมจริงสมกับนิยามของความรักที่ว่า รักคือ ห่วง หวง เข้าใจ คิดถึงและเสียสละ

เราแทบไม่พบสินค้าหรือเทคโนโลยีใด ๆ ในหนังเรื่องนี้ มีแต่เพียง จักรยาน  สายลมแสงแดด ทุ่งหญ้าป่าเขา หยาดฝนที่โปรยปราย ซึ่งนั่นคงสะท้อนว่าความสุขของครอบครัวคือความเป็นธรรมชาติและความจริงใจ มันเป็นความสุขที่แท้เมื่อสมาชิกในบ้านต่างมองเห็นคุณค่า – ห่วงหาเอาใจใส่ – ถนอมน้ำใจ – รักใคร่ลึกซึ้ง –(Mature love) ที่สามพ่อแม่ลูก มีอยู่ครบพร้อม แม้แต่หนูน้อยยูจิก็มีวุฒิภาวะในรัก ซึ่งคงได้แบบอย่างที่ดีจากคุณพ่อคุณแม่  ถึงซึ่งความอดทน และอภัยให้แก่กันเสมอ สิ่งเหล่าน้คือ ความรักที่มีวุฒิภาวะ

อันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับ รักแบบโรคประสาท (Neurotic love) หรือ รักไร้วุฒิภาวะ (Immature love) ที่เอาแต่อารมณ์เป็นที่ตั้ง มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวเองมองเห็นความต้องการของตนป็นสำคัญ ความรักดังกล่าวมีเพียงเพื่อสนองความอ่อนแอไม่มั่นคงทางจิตใจของตยเท่านั้น สิ่งที่เป็นไปในชีวิตครอบครัวของบุคคลลักษณะนี้ คือ อารมณ์เสียบ่อย – ไม่ค่อยยิ้ม ไม่ค่อยหัวเราะ – หาเรื่องทะเลาะกันไม่รู้จักจบ –เอาแต่ตำหนิ บ่น ดา ว่ากันในเชิงลบ จัดได้ว่าเป็น “คู่เวร – คู่กรรม “อย่างแท้จริง

Be with You เป็นภาพยนตร์เศร้า เคล้าน้ำตา ว่าด้วยการสูญเสียพรากจาก แต่เมื่อดูจนจบก็ทำให้เราอิ่มอก อิ่มใจ มีความหวังในชีวิต สอให้เราเริ่มแก้ไขข้อผิดพลาดบกพร่องที่เคยทำและปรนนิบัติดูแล คนที่เรารักให้ครบถ้วนและงดงาม

เพื่อที่จะตระหนักไว้ในนาทีนี้ที่ตนเองและคนรักยังมีลมหายใจว่า

“ถ้าฉันตายไปในวันพรุ่งนี้ อาทิตย์นี้ ฉันจะทำอะไรให้คนรักมีความสุข”  และ “แล้วหากว่าคนที่ฉันรักจะต้องตายไปในวันนี้ พรุ่งนี้ อาทิตย์นี้ ฉันจะทำอะไรให้แก่เขา ก่อนที่เขาจะจากไปตลอดกาล...”

 

จาก นิตยสาร Bioscope ฉบับเดือน มกราคม 2552 

This is Life เรียนรู้จิตวิทยามนุษย์ผ่านหนัง (หน้า 104-105)

เปรมปพัทธ์ ผลผลิตการพิมพ์