เมื่อวานซืน ได้อ่านบทความในนิตยสาร Bioscope ฉบับเดือน มกราคม 2552 ในคอลัมน์ This is Life เรียนรู้จิตวิทยามนุษย์ผ่านหนัง โดย คุณเปรมปพัทธ ผลิตผลการพิมพ์
บทความได้พูดมุมมองความรักผ่านภาพยนตร์เรื่อง Be with You ภาพยนตร์โรแมนติก - แฟนตาซีที่สร้างจากนวนิยายขายดี เรื่อง แล้วฉันจะกลับมา (Ima ai ni yukimutsu) ซึ่งผู้เขียนบทความ (คุณเปรมปพัทธ)ได้ร่วมบรรยายหลังจากชมภาพยนตร์เรื่องนี้ อันเป็นเรื่องหนึ่งในโปรแกรม
“Psychi Film 2008 – Path of Life” จากงานจุฬาวิชาการ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ซึ่งหลังจากอ่านบทความนี้จบค่ะ เหมือนได้อ่านรีวิวภาพยนตร์พร้อมกับเรียนรู้จิตวิทยาแบบสบาย ๆ ไม่หนักอึ้ง(เหมือนตอนเลคเชอร์ในคลาส) พร้อมกันไปด้วย และที่น่าสนใจจากบทความนี้คะ ผู้เขียนยังได้สะท้อนมุมมองของความรักที่น่าสนใจและลึกซึ้งมากอีกมุมหนึง จึงอยากเอามาร่วมแชร์ให้เพื่อน ๆ ได้อ่านกันค่ะ
Be with You รักคือความงดงาม และ...ไม่มีวันตาย
ในงานจุฬาฯวิชากรที่เพิ่งผ่านมาหมาด
ๆ ผมได้รับเกียรติจากชาวคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้บรรยายหลังร่วมชมภาพยนตร์เรื่อง
Be with You อันเป็นอีกหนึ่งโปรแกรม
“Psychi Film 2008 – Path of Life”
บรรยากาศของงานคึกคัก
ครึกครื้นซ้ำยังได้ความรู้และความเห็นที่ดี ๆ มีประโยชน์จากผู้นำการเสวนา คือ
คุณหมอ ผศ.นพ.สุขเจริญ ตั้งวงษ์ไชย
อย่างเต็มอิ่มขอขอบคุณคุณหมอและชาวตณะแพทย์ศาสตร์ฯทุกท่าน ณที่นี้ด้วยนะครับ
Be with You คือนิยายขายดีจากปลายปากกาของ
ทากุจิ อิชิกาวะ นักเขียนผู้ถนัดแนวรัก-แฟนตาซีที่เหมือนต้องชะตากับ โนบุฮิโระ
โดอิ ผู้กำกับหนังโรแมนติก (เจ้าของผลงาน Nada Sou Sou) การจับคู่ของพวกเขาจึงกลายมาเป็นหนังซึ้ง
เศร้า อบอุ่นและกรุ่นด้วยไอรักที่คงฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของหลาย ๆ คน
ณ บ้านหลังน้อยในชนบท
สองพ่อลูกนั่งหกินข้าวด้วยกันเงียบ ๆ เหมือนเช่นทุกวัน...
พ่อ
(ทากุมิ วัย 30 เศษ): อ้าว อิ่มแล้วหรอลูก พ่อทำอาหารห่วยแตกมากเลยเนอะ
ลูก (ยูจิ
วัยราว 8 ขวบ ): ไม่หรอกพ่อ พอดีผมไม่ค่อยหิวน่ะ
พ่อ
(สีหน้าสลด) : ยูจิ... พ่อต้องขอโทษด้วยนะ
สองพ่อลูกช่างเอื้ออาทรต่อกันทั้งทีท่าวาจา
พวกเขาประคับประคองจิตใจซึ่งกันและกันหลังจากต้องปวดร้าวใจแทบสลายเมื่อ มิโอะ
ภรรยาของทากุมิและแม่ของยูจิ ตายจากไป
แต่แล้ว
คงด้วยตุ๊กตาไล่ฝนที่ลูกหมั่นแขวนกลับหัว ด้วยจิตอธิษฐานของสองพ่อลูก (“แม่ไปอยู่ในพิภพดารา พอครบ 1
ปีในหน้าฝน แม่จะกลับมา”) และด้วยคำมั่นสัญญาที่มิโอะเคยให้...
เมื่อฝนแรกของฤดูโปรยปรายมิโอะก็กลับมาจริงๆ!
เธอกลับมาเพื่อให้สามีได้สารภาพความรู้สึกผิดที่เก็บมาเนิ่นนาน...
“ผมเสียใจ ผมขอโทษที่ผมมันอ่อนแอ
ไม่มีปัญญาพาคุณไปเที่ยวที่ไหนๆ เหมือนคู่รักอื่น ๆ เขา”
เธอกลับมาเพื่อที่เธอเองจะได้บอกความรู้สึกที่แท้จริงเช่นกัน...
“นั่นไม่ใช่สาระอะไรเลยทากุมิ
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ฉันรักคุณ”
(จุดอ่อนหนึ่งของคู่สมรสก็คือ
ต่างคิดว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจความรู้สึกเราได้เองโดยไม่ต้องเอ่ยปาก)
และเธอกลับมาเพื่อจะคลายทุกข์ที่ลูกชายตัวน้อยต้องแบกไว้ในใจตั้งแต่เล็กหลังจากได้ยินญาติปากมอมนินทา
“เฮ้อ
ไม่น่ามียูจิเล้ย ก่อนคลอดมิโอะก็ยังแข็งแรงดีอยู่แท้ ๆ”
ยูจิ : แม่ครับ
เป็นเพราะผมใช่มั้ยที่ทำให้แม่ต้องจากพวกเราไป
มิโอะ : ไม่จริงจ้ะ มันไม่จริง... ยูจิจำไว้นะ เหตุผลที่แท้จริงที่ทำให้พ่อกับแม่รักกันก็เพราะเราอยากให้ลูกเกิดมา
ความหมกมุ่นคิดถึงแต่คนรักและความรู้สึกผิดที่สองพ่อลูกแบกอยู่เมบ่านั้นแท้แล้วคืออีกขั้นตอนหนึ่งของกระบวนการเศร้าดสกอันเกิดจากการสูญเสีย (Normal Grief) ซึ่งประกอบด้วยความรู้สึก
ช็อค-ชา โกรธ-ไม่ยอรับความจริง
เศร้าโศก-หมกมุ่น รู้สึกผิด-โทษตัวเอง จนถึงขั้นต้องยอมรับความจริง
ปลงได้-จิตใจเริ่มสงบลง แต่ยังระลึกถึงความดีงามของผู้ที่จากไปอย่างไม่มีวันลืม
การฟื้นคืนชีวิตของผู้เป็นที่รัก คือความปราถนาของคนมากมายบนโลก
แม้นั่นเป็นเพียงแฟนตาซีที่ซุกซ่อนอยู่ในใจทุกคน (Magic thinking) แต่มันมักจะผุดขึ้นมาเสมอในยามที่เราท้อแท้
ปวดร้าวหรือหาทางออกใด ๆ มาได้
เด็ก 4-6
ขวบและแรกรุ่น วัย 12-16 ปี คือวัยที่มักใช้ความคิดเชิง Magic Thinking บ่อยกว่าช่วงอื่น
ๆ
หรือแม้แต่ในวัยใดก็ตามก็ทีโอกาสจะเกิดความรู้สึกติดค้างอยู่ในพัฒนาการวัยเด็กเล็ก
ในขั้น Primary Process ที่ยังมีความเชื่อว่า
ความต้องการทุกอย่างของตนจะต้องสมปรารถนาเสมอ อันเป็นแฟนตาซีเพ้อฝันประสาเด็ก ๆ
และก็เชื่อด้วยว่า ทุกสิ่งในโลก (เช่น ของเล่น)
ล้วนมีชีวิตจิตใจเช่นเดียวกับตัวเอง เด็กจะค่อย ๆ พัฒนาการใช้ความคิด ความเข้าใจและใช้เหตุผลได้ดีขึ้นตามวันเวลา
ที่เขาเติบโตขึ้น แต่ก็ยังมีที่เหลือคงค้างในจิตไร้สำนึกบ้างมากน้อยบ้าง
แตกต่างกันไปในผู้ใหญ่แต่ละคน
ซึ่งโดยมากจะออกมาในรูปของความเชื่อที่แฝงด้วยความกลัว เช่นเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์
ไสยศาสตร์ อันสะท้อนให้เห็นที่ซุกซ่อนอยุ่ในจิตส่วนลึก ได้แก่ ความกลัว
ความรู้สึกผิด และการต้องการความมั่นคงปลอดภัย
ดังเช่นที่ โบวล์บี้ (Bowlby)
จิตแพทย์ชาวอังกฤษกล่าวว่า ไมนุษย์เรานั้นไม่ว่าชาติพันธุ์ใด
โดยส่วนลึกล้วนเชื่อว่ามีชีวิตหลังความตาย
เพื่อที่วันหนึ่งจะได้ไปอยู่กับคนที่ตนรักอีกครั้ง นั่นคือที่มาของทฤษฎีความผูกพัน
(Attachment Theory) ที่ไม่ได้เกิดจากความต้องการทางชีวภาพ
แต่เกิดจากการโหยหายความรัก การดูแลปกป้องและการต้องการความปลอดภัย”
เพราะเหตุว่า เด็กวัยแบเบาะ (7-8 เดือน)
เริ่มรับรู้ได้แล้วถึงการแยกจากและภาวะโดดเดี่ยวไม่ปลอดภัย นั่นทำให้เขาร้องไห้จ้าด้วยความตกใจทุกครั้งที่ลืมตาตื่นแล้วไม่พบแม่
พอถึงวัยขวบครึ่งเขาก็เริ่มเรียนรู้ถึงความทรมานใจยามที่ต้องห่างจากแม่
เด็กบางคนรู้สึกคิดถึงแม่จนแทบสิ้นใจเลยที่เดียว แม้ในเวลาต่อมาเขาเริ่มเห็นว่า
พ่อหรือแม่ไม่ได้ทอดทิ้ง แค่จากไปไม่นานเดี๋ยวก็กลับมา แต่หากวันใดวันหนึ่งเมื่อเขารู้อย่างแน่ชัดแล้วว่า
คนที่ตนแสนรักนั้นจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ความกลัว ความวิตกกังวล
ความโหยหาเศร้าโศกก็จะถูกปลุกเร้าขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง...
ซึ่งก็คงต้องอาศัยเวลาเป็นสิ่งเยียวยาในการปรับตัว ปรับใจ
กว่าจะผ่อนคลายลงและเข้มแข็งขึ้นโดยทั่วไป (Normal
Grief) จะกินเวลาราว 6 เดือนขึ้นไป
เว้นในรายผิดปกติที่นานแค่ไหนก้ยังระทมทุก๘ไม่จางคลาย (Pathology Grief) ควรได้รับการปรึกษาและเยียวยาจากจิตแพทย์
แม้ Be with You จะเป็นภาพยนตร์แนวรัก
- แฟนตาซี แต่เมื่อพิจรณาดูก็พบว่า
นี่คือหนังที่นำเสนอเรื่องราวความรักความเข้าใจอย่างสมจริงสมกับนิยามของความรักที่ว่า
รักคือ ห่วง หวง เข้าใจ คิดถึงและเสียสละ
เราแทบไม่พบสินค้าหรือเทคโนโลยีใด ๆ ในหนังเรื่องนี้ มีแต่เพียง
จักรยาน สายลมแสงแดด ทุ่งหญ้าป่าเขา
หยาดฝนที่โปรยปราย ซึ่งนั่นคงสะท้อนว่าความสุขของครอบครัวคือความเป็นธรรมชาติและความจริงใจ
มันเป็นความสุขที่แท้เมื่อสมาชิกในบ้านต่างมองเห็นคุณค่า – ห่วงหาเอาใจใส่ – ถนอมน้ำใจ – รักใคร่ลึกซึ้ง –(Mature
love) ที่สามพ่อแม่ลูก มีอยู่ครบพร้อม แม้แต่หนูน้อยยูจิก็มีวุฒิภาวะในรัก
ซึ่งคงได้แบบอย่างที่ดีจากคุณพ่อคุณแม่
ถึงซึ่งความอดทน และอภัยให้แก่กันเสมอ สิ่งเหล่าน้คือ ความรักที่มีวุฒิภาวะ
อันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับ
รักแบบโรคประสาท (Neurotic love) หรือ รักไร้วุฒิภาวะ (Immature love) ที่เอาแต่อารมณ์เป็นที่ตั้ง
มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวเองมองเห็นความต้องการของตนป็นสำคัญ ความรักดังกล่าวมีเพียงเพื่อสนองความอ่อนแอไม่มั่นคงทางจิตใจของตยเท่านั้น
สิ่งที่เป็นไปในชีวิตครอบครัวของบุคคลลักษณะนี้ คือ อารมณ์เสียบ่อย – ไม่ค่อยยิ้ม ไม่ค่อยหัวเราะ –
หาเรื่องทะเลาะกันไม่รู้จักจบ –เอาแต่ตำหนิ บ่น ดา
ว่ากันในเชิงลบ จัดได้ว่าเป็น “คู่เวร – คู่กรรม “อย่างแท้จริง
Be
with You เป็นภาพยนตร์เศร้า เคล้าน้ำตา ว่าด้วยการสูญเสียพรากจาก
แต่เมื่อดูจนจบก็ทำให้เราอิ่มอก อิ่มใจ มีความหวังในชีวิต
สอให้เราเริ่มแก้ไขข้อผิดพลาดบกพร่องที่เคยทำและปรนนิบัติดูแล
คนที่เรารักให้ครบถ้วนและงดงาม
เพื่อที่จะตระหนักไว้ในนาทีนี้ที่ตนเองและคนรักยังมีลมหายใจว่า
“ถ้าฉันตายไปในวันพรุ่งนี้ อาทิตย์นี้ ฉันจะทำอะไรให้คนรักมีความสุข” และ “แล้วหากว่าคนที่ฉันรักจะต้องตายไปในวันนี้
พรุ่งนี้ อาทิตย์นี้ ฉันจะทำอะไรให้แก่เขา ก่อนที่เขาจะจากไปตลอดกาล...”
จาก นิตยสาร Bioscope ฉบับเดือน มกราคม 2552
This is Life เรียนรู้จิตวิทยามนุษย์ผ่านหนัง (หน้า 104-105)
เปรมปพัทธ์ ผลผลิตการพิมพ์